ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ...ยังมีอยู่ไหม และ มาจากไหน?
โดย อภิชาต พงษ์สวัสดิ์
การพูดถึงระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย
ดูเหมือนจะเป็นที่รับรู้รับทราบกันเป็นอย่างดีว่ามีความหมาย
หรือสะท้อนปรากฎการณ์ใดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ด้วยความที่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่เคยชินกับการอยู่ในระบบนี้อาจจะทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว
การตั้งคำถามของบทความนี้จึงน่าสนใจที่เราจะได้นำมาศึกษาทบทวนว่า ระบบอุปถัมภ์มีอยู่ในสังคมไทยอีกหรือไม่อย่างไร
และเกิดขึ้นได้อย่างไร จากข้อคิดเห็นที่น่าสนใจคือ สังคมไทยถูกปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาช้านาน
โครงสร้างของระบอบการปกครองแบบนี้ อาศัยการปกครองตามลำดับชั้น
โยเฉพาะในระบอบทหารที่มีความสำคัญ โดยอาศัยยศและตำแหน่งเป็นหลัก
และความสัมพันธ์ตามบังคับบัญชาที่มีพระมหากษัตริย์สถิตย์ อยู่เหนือสุด
สายบังคับบัญชาจึงสำคัญกว่าเกณฑ์อย่างอื่น เช่น เกณฑ์ความรู้ ความสามารถ เป็นต้น
จึงเอื้อต่อการเกิด ระบบอุปถัมภ์
แต่ไม่ใช่โครงสร้างทางการปกครองราชการเพียงอย่างเดียวที่มีผลให้เกิดระบบอุปถัมภ์ได้
โครงสร้างทางสังคมตั้งแต่ตัวบุคคลจนถึงสถาบันครอบครัวก็เป็นปัจจัยหนึ่งเช่นกัน
อาทิเช่น การที่ผู้น้อย ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่
ต้องมีท่าทีแสดงความเกรงอกเกรงใจไม่ทำอะไรให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้ใหญ่
เป็นต้น
รวมถึงเหตุปัจจัยที่สังคมในอดีตมีระบบไพร่ โดยเฉพาะ ไพร่หลวง
ที่มีนายเป็นคนดูแลควบคุมเพื่อใช้แรงงานารับใช้นายและหลวง แน่นอนว่า ไพร่ และ นาย
มีความแตกต่างกันทั้งวัฒนธรรม และอำนาจ ไพร่ จะต้องอยู่ในการอุปถัมภ์ของนาย
อาศัยบารมีของนายในการมีชีวิตอยู่ มีเพียงไพร่ส่วนหนึ่ง เท่านั้นที่ดูเหมือนจะเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคมที่ทนการกดขี่ของนายไม่ไหว
หนีเข้าไปอยู่ในป่า สังคมในสมัยนั้นมองไพร่พวกนี้ว่าเป็นพวกคน ทรยศ อกตัญญู ต่อนาย
แน่นอนว่าสิ่งนี้สะท้อนมุมมองได้ชัดเจนว่า
สังคมไทยยังมีความคิดความเชื่อว่า
การคอยมีนายอุปถัมภ์ เป็นเรื่องที่จะทำให้ตนเองใช้ชีวิตในสังคมอย่างปลอดภัยและก้าวหน้ากว่าคนที่ไม่มีนาย หรือไม่มีพวก ไม่มีเส้นสาย
การจัดระเบียบระบบไพร่ ในอดีตเช่นการสักชื่อที่มือของไพร่
ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำและเป็นเครื่องพันธนาการอย่างหนึ่งของสังคม
ยากที่จะเอาชนะระบบอุปถัมภ์ไปได้ ( AKin 1969.22)
ซึ่งสอดคล้องกับหลักศาสนาพุทธที่คนไทยเชื่อมาอย่างช้านานที่ว่า
คนเราเกิดมาย่อมไม่เท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับเวรกรรมที่ทำมา คนที่มีความก้าวหน้าในชาตินี้
ย่อมได้อานิสสงฆ์จากบุญในชาติที่แล้ว
ส่วนคนที่มีสถานะต้อยต่ำย่อมทำบุญในชาติที่แล้วมาน้อย
แรงผลักดันเรื่องระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยยิ่งทวีคูณเข้าไปอีก
เมื่อคนไทยโดยส่วนใหญ่ยังมีความคิดความเชื่อว่า
ความก้าวหน้าของตนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถ หากขึ้นแต่ขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือเกื้อกูลของคนอื่น
แต่บทความนี้จะมีข้อคิดเห็นที่เสริมว่า
ระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอย่างที่กล่าวกันเกินไป
โดยอธิบายว่ามีหลักการที่มาจากการลอกเลียนแบบจากระบบครอบครัวและเครือญาติของไทย
เช่น คำเรียกผู้อุปถัมภ์ว่า ลูกพี่ และเรียกผู้อุปถัมภ์ว่า ลูกน้อง ก็แสดงให้เห็นชัดว่ามีการลอกเลียนแบบระบบอุปถัมภ์มาจากความสัมพันธ์ในครอบครัวพี่น้อง
โดยมองว่าพี่ก็ควรจะดูแลคุ้มครองปกป้องน้อง และ
น้องก็ควรแสดงความกตัญญูต่อพี่ๆด้วยเช่นกัน (กรมดำรงราชานุภาพ 2502)
ซึ่งดูเหมือนระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยในปัจจุบันจะกระจัดกระจาย
ทั้งเป็นกลุ่มบริวาร กลุ่มแวดวง
ซึ่งผิดแปลกไปจากสังคมในระบบอุปถัมภ์ในชาติอื่นๆเช่น อิตาลี ลาตินอเมริกา เป็นต้น
ที่เกิดขึ้นคล้ายไม้เลื้อย สอดแทรกผู้โยงกับโครงสร้างทางสังคม
รวมถึงยังมีการให้ความเห็นว่าระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นมาจากการที่สังคมไทยมีโครงสร้างที่หลวม
เพราะปราศจากกฎเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้
สังคมไทยจึงมีแต่กลุ่มที่มีฐานบนความสัมพันธ์แบบระบบอุปถัมภ์
ในแง่ของผู้นำทางการเมืองโดยเฉพาะในสังคมชนบทมักมีฐานอำนาจในการจัดการระบบเศรษฐกิจภายในชุมชนได้
จนสามารถสะสมทุนและสามารถสร้างระบบอุปถัมภ์ให้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้แต่นักการเมืองระดับชาติเองยังมีการติดต่อนักการเมืองท้องถิ่น
เพื่อสร้างระบบอุปถัมภ์อย่างต่อเนื่องและเป็นเครือข่ายทำให้ผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ยากที่จะหลุดพ้นได้
ในบทความนี้ยังมีการเปรียบเทียบระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทยและสังคมญี่ปุ่น
โดยมองว่าสังคมญี่ปุ่นผู้อุปถัมภ์มีอำนาจเหนือผู้รับอุปถัมภ์ เพราะผู้อุปถัมภ์ครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ
ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นก็เห็นดีเห็นงามต่อการกระทำเช่นนี้ ระบบการอุปถัมภ์ของญี่ปุ่นแบบนี้ค่อนข้างมั่นคงมาก
เพราะมีผู้รับอุปถัมภ์จงรักภักดีต่อผู้อุปถัมภ์มากด้วย
แต่ดูเหมือนระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทยจะแตกต่างกัน
เพราะไม่ได้เรื่องเศรษฐกิจเป็นฐานหลัก
แต่ดูเหมือนระบบอุปถัมภ์เกิดจากการใช้ความรุนแรงและการควบคุมทางการเมืองเสียมากกว่า (Ammar1980.3)
ผู้เขียนเห็นว่าระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยยังมีอยู่
แต่อยู่ในสภาวะที่รู้เท่าทัน และมักหาเหตุปัจจัยหลุดพ้นอยู่เสมอ อีกทั้งยังเห็นว่า
ผู้มีการศึกษาไม่ใช่กลุ่มคนที่จะต้องการหลุดพ้นจากระบบอุปถัมภ์มากไปกว่าผู้ที่ไม่มีการศึกษา
หรือชนชั้นอื่นแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามอาจจะมีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในสังคมอาชีพที่มีการปกครองตามสายบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด
เช่น ข้าราชการ
ผู้ที่อยู่ในระบบอาชีพเหล่านี้มักรู้สึกปลอดภัยกับการอยู่ในระบบอุปถัมภ์ และส่งเสริมระบบนี้อย่างไม่รู้ตัว
ยิ่งผู้คนที่ด้อยความสามารถก็มักสนับสนุนระบบนี้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกัน(อภิชาต2007:ตลาดทุนใหม่)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น