วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ...ยังมีอยู่ไหม และ มาจากไหน? โดย อภิชาต พงษ์สวัสดิ์


ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ...ยังมีอยู่ไหม และ มาจากไหน?
                                                                                                  โดย อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ 



การพูดถึงระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ดูเหมือนจะเป็นที่รับรู้รับทราบกันเป็นอย่างดีว่ามีความหมาย หรือสะท้อนปรากฎการณ์ใดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ด้วยความที่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่เคยชินกับการอยู่ในระบบนี้อาจจะทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว การตั้งคำถามของบทความนี้จึงน่าสนใจที่เราจะได้นำมาศึกษาทบทวนว่า ระบบอุปถัมภ์มีอยู่ในสังคมไทยอีกหรือไม่อย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร จากข้อคิดเห็นที่น่าสนใจคือ สังคมไทยถูกปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาช้านาน โครงสร้างของระบอบการปกครองแบบนี้ อาศัยการปกครองตามลำดับชั้น โยเฉพาะในระบอบทหารที่มีความสำคัญ โดยอาศัยยศและตำแหน่งเป็นหลัก และความสัมพันธ์ตามบังคับบัญชาที่มีพระมหากษัตริย์สถิตย์ อยู่เหนือสุด สายบังคับบัญชาจึงสำคัญกว่าเกณฑ์อย่างอื่น เช่น เกณฑ์ความรู้ ความสามารถ เป็นต้น จึงเอื้อต่อการเกิด ระบบอุปถัมภ์ แต่ไม่ใช่โครงสร้างทางการปกครองราชการเพียงอย่างเดียวที่มีผลให้เกิดระบบอุปถัมภ์ได้ โครงสร้างทางสังคมตั้งแต่ตัวบุคคลจนถึงสถาบันครอบครัวก็เป็นปัจจัยหนึ่งเช่นกัน อาทิเช่น การที่ผู้น้อย ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ ต้องมีท่าทีแสดงความเกรงอกเกรงใจไม่ทำอะไรให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้ใหญ่ เป็นต้น 

รวมถึงเหตุปัจจัยที่สังคมในอดีตมีระบบไพร่  โดยเฉพาะ ไพร่หลวง ที่มีนายเป็นคนดูแลควบคุมเพื่อใช้แรงงานารับใช้นายและหลวง แน่นอนว่า ไพร่ และ นาย มีความแตกต่างกันทั้งวัฒนธรรม และอำนาจ ไพร่ จะต้องอยู่ในการอุปถัมภ์ของนาย อาศัยบารมีของนายในการมีชีวิตอยู่ มีเพียงไพร่ส่วนหนึ่ง  เท่านั้นที่ดูเหมือนจะเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคมที่ทนการกดขี่ของนายไม่ไหว หนีเข้าไปอยู่ในป่า สังคมในสมัยนั้นมองไพร่พวกนี้ว่าเป็นพวกคน ทรยศ อกตัญญู ต่อนาย แน่นอนว่าสิ่งนี้สะท้อนมุมมองได้ชัดเจนว่า 
สังคมไทยยังมีความคิดความเชื่อว่า การคอยมีนายอุปถัมภ์ เป็นเรื่องที่จะทำให้ตนเองใช้ชีวิตในสังคมอย่างปลอดภัยและก้าวหน้ากว่าคนที่ไม่มีนาย  หรือไม่มีพวก ไม่มีเส้นสาย การจัดระเบียบระบบไพร่ ในอดีตเช่นการสักชื่อที่มือของไพร่ ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำและเป็นเครื่องพันธนาการอย่างหนึ่งของสังคม ยากที่จะเอาชนะระบบอุปถัมภ์ไปได้  ( AKin 1969.22)
ซึ่งสอดคล้องกับหลักศาสนาพุทธที่คนไทยเชื่อมาอย่างช้านานที่ว่า คนเราเกิดมาย่อมไม่เท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับเวรกรรมที่ทำมา คนที่มีความก้าวหน้าในชาตินี้ ย่อมได้อานิสสงฆ์จากบุญในชาติที่แล้ว ส่วนคนที่มีสถานะต้อยต่ำย่อมทำบุญในชาติที่แล้วมาน้อย แรงผลักดันเรื่องระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยยิ่งทวีคูณเข้าไปอีก เมื่อคนไทยโดยส่วนใหญ่ยังมีความคิดความเชื่อว่า ความก้าวหน้าของตนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถ หากขึ้นแต่ขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือเกื้อกูลของคนอื่น แต่บทความนี้จะมีข้อคิดเห็นที่เสริมว่า 
ระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอย่างที่กล่าวกันเกินไป โดยอธิบายว่ามีหลักการที่มาจากการลอกเลียนแบบจากระบบครอบครัวและเครือญาติของไทย เช่น คำเรียกผู้อุปถัมภ์ว่า ลูกพี่  และเรียกผู้อุปถัมภ์ว่า ลูกน้อง  ก็แสดงให้เห็นชัดว่ามีการลอกเลียนแบบระบบอุปถัมภ์มาจากความสัมพันธ์ในครอบครัวพี่น้อง โดยมองว่าพี่ก็ควรจะดูแลคุ้มครองปกป้องน้อง และ น้องก็ควรแสดงความกตัญญูต่อพี่ๆด้วยเช่นกัน (กรมดำรงราชานุภาพ 2502)
ซึ่งดูเหมือนระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยในปัจจุบันจะกระจัดกระจาย ทั้งเป็นกลุ่มบริวาร กลุ่มแวดวง ซึ่งผิดแปลกไปจากสังคมในระบบอุปถัมภ์ในชาติอื่นๆเช่น อิตาลี ลาตินอเมริกา เป็นต้น ที่เกิดขึ้นคล้ายไม้เลื้อย สอดแทรกผู้โยงกับโครงสร้างทางสังคม รวมถึงยังมีการให้ความเห็นว่าระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นมาจากการที่สังคมไทยมีโครงสร้างที่หลวม เพราะปราศจากกฎเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ สังคมไทยจึงมีแต่กลุ่มที่มีฐานบนความสัมพันธ์แบบระบบอุปถัมภ์ ในแง่ของผู้นำทางการเมืองโดยเฉพาะในสังคมชนบทมักมีฐานอำนาจในการจัดการระบบเศรษฐกิจภายในชุมชนได้ จนสามารถสะสมทุนและสามารถสร้างระบบอุปถัมภ์ให้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้แต่นักการเมืองระดับชาติเองยังมีการติดต่อนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบอุปถัมภ์อย่างต่อเนื่องและเป็นเครือข่ายทำให้ผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ยากที่จะหลุดพ้นได้  
ในบทความนี้ยังมีการเปรียบเทียบระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทยและสังคมญี่ปุ่น โดยมองว่าสังคมญี่ปุ่นผู้อุปถัมภ์มีอำนาจเหนือผู้รับอุปถัมภ์  เพราะผู้อุปถัมภ์ครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นก็เห็นดีเห็นงามต่อการกระทำเช่นนี้  ระบบการอุปถัมภ์ของญี่ปุ่นแบบนี้ค่อนข้างมั่นคงมาก เพราะมีผู้รับอุปถัมภ์จงรักภักดีต่อผู้อุปถัมภ์มากด้วย แต่ดูเหมือนระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทยจะแตกต่างกัน เพราะไม่ได้เรื่องเศรษฐกิจเป็นฐานหลัก แต่ดูเหมือนระบบอุปถัมภ์เกิดจากการใช้ความรุนแรงและการควบคุมทางการเมืองเสียมากกว่า (Ammar1980.3)
ผู้เขียนเห็นว่าระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยยังมีอยู่ แต่อยู่ในสภาวะที่รู้เท่าทัน และมักหาเหตุปัจจัยหลุดพ้นอยู่เสมอ อีกทั้งยังเห็นว่า ผู้มีการศึกษาไม่ใช่กลุ่มคนที่จะต้องการหลุดพ้นจากระบบอุปถัมภ์มากไปกว่าผู้ที่ไม่มีการศึกษา หรือชนชั้นอื่นแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามอาจจะมีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในสังคมอาชีพที่มีการปกครองตามสายบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด เช่น ข้าราชการ ผู้ที่อยู่ในระบบอาชีพเหล่านี้มักรู้สึกปลอดภัยกับการอยู่ในระบบอุปถัมภ์ และส่งเสริมระบบนี้อย่างไม่รู้ตัว ยิ่งผู้คนที่ด้อยความสามารถก็มักสนับสนุนระบบนี้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกัน(อภิชาต2007:ตลาดทุนใหม่) 






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น