วิเคราะห์ ทฤษฏีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
จาก บทความ ปรองดองในภาคประชาชน
โดย ศ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ (ที่มา
:มติชนรายวัน 2 กรกฏาคม 2555 )
โดย อภิชาต พงษ์สวัสดิ์
บทความ ปรองดองในภาคประชาชน โดย ศ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ (ที่มา :มติชนรายวัน 2 กรกฏาคม 2555 ) http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1341199645
จากบทความของ
ศ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ จะเห็นว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเชิงประเด็นและการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสังคมในช่วง
30 ปีย้อนหลังไปโดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ปรากฏการของสังคมในเชิงโครงสร้าง
และการดำรงอยู่ของสถาบันต่างๆในสังคม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีข้อคิดเชิงประเด็นที่สามารถที่จะวิเคราะห์ในเชิงทฤษฏีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้
เช่น ทฤษฎีเทคโนโลยี (Technological Theory) ทฤษฎีขบวนการสังคม (Theory
of Social Movement) ทฤษฎีปัจจัย (Factor Theory) และทฤษฎีการประดิษฐ์ คิดค้น (Discovery and Invention Theory) ซึ่งทฤษฏีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเหล่านี้ย่อมมีจุดเชื่อมโยงกับทฤษฏีอื่นอีกมากมาย
อาทิเช่น ทฤษฏีพหุนิยม
ซึ่งในสังคมที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีการก่อเกิดของสถาบันภายในสังคม ประชาธิปไตยจะมีขึ้นและมั่งคงอยู่ได้ด้วยการมีกลุ่ม สมาคม สันนิบาต องค์การ สหพันธ์ต่าง ๆ มากมายหลากหลายภายในรัฐ เป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นมา และมีวิธีการดำเนินการที่เป็นไปโดยเสรี รวมถึงกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มผลักดัน (Pressure groups)กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Groups) กลุ่มอุดมการณ์ (Ideological Groups) ในช่วงหลังปี พ.ศ. 2475 ภายหลังประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้เกิดจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งสิ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนาการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาเข้าสู่ระบอบใหม่จำเป็นจะต้องใช้ ขบวนการทางสังคม (Social Movement) จำนวนมากเพื่อผลักดันสังคมในด้านต่างๆเช่นการเกิดขึ้นของ พรรคการเมือง การจัดดั้งองค์กรทางสังคม เป็นต้น จนเกิดแนวคิด ทฤษฏีพหุนิยม ต่อมาในสังคมไทย ผู้เขียนเห็นว่า การเกิดขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม มีสองรูปแบบ 1.คือในรูปแบบที่เป็นทางการ คือ การเกิดขึ้นของกลุ่มองค์กรต่างๆที่กฎหมายบัญญัติให้มีขึ้น หรือ เกิดขึ้นด้วยเหตุจงใจของคณะราษฏร หรือรัฐบาลในช่วงที่จะต้องการพัฒนาระบบโครงสร้างการบริหารให้เข้ากับ ระบอบประชาธิปไตย เช่น การจัดตั้งสภาทนายความ กระทรวง ทบวง กรม เป็นต้น 2. คือ รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ อันเกิดจากการกลุ่มผลักดัน Pressure groups) กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Groups) กลุ่มอุดมการณ์ (Ideological Groups) ที่ต้องการเรียกร้องความเป็นจนนำมาสู่การเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น สมาพันธ์การเดินรถราง ที่เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถือว่าเป็นทั้งกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอุดมการณ์ และเป็น กลุ่มผลักดันด้วย จากการที่เรียกร้องให้มีการลดการจัดเก็บภาษีอากร ทว่ากลุ่มเหล่านี้จะเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่เคยถวายฏีกาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าลดภาษีอากรมาแล้วก็ตาม
แต่การเคลื่อนไหวในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ทำได้อย่างไม่เต็มที่ ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าได้มีการตรากฎหมายห้ามให้ราษฏร ถวายฎีการ้องเรียนช่วงหนึ่ง จะเห็นได้ว่า กลุ่มการเคลื่อนไหวทางสังคม มีการพัฒนาการมาอย่างเรื่อยๆ รวมถึงข้อเสนอที่มีการผลักดันได้รับการตอบสนองจากรัฐ บางครั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ไม่เป็นทางการก็มีการพัฒนามาเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นทางการ เช่น การจัดตั้งสมาพันธ์แรงงานในรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นต้น ในอีกมิติหนึ่ง กลุ่มเหล่านี้ได้มีการเคลื่อนไหวทางสังคมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคดต่างๆ การผลักดันกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีการแข่งขันกันอย่างเสรี ย่อมต้องอาศัยเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้วย ทฤษฎีเทคโนโลยี ทฤษฎีซึ่งอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้น เกิดจากปัจจัยทางเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงมาก คือ ทฤษฎีของ William F. Ogburn ทฤษฎีนี้มี ฐานคติ (Assumption) อยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก การประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมาจะเพิ่มความสลับซับซ้อนของวัฒนธรรม ชีวิตของมนุษย์ก็สับสนขึ้นตามเนื้อหาของวัฒนธรรมนั้น ประการที่ 2 การกระดิษฐ์สิ่งใหม่จะเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ เทคนิคใหม่ ๆ จะทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น การวิภาคสินค้าและบริการก็กระจายออกไปในสังคมมากขึ้น ประการที่ 3 โครงสร้างทางสังคมจะมีการปรับตัวให้เป็นระบบการผลิต การวิภาค และการบริโภค การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นผลจากกระบวนการปรับตัวนี้เอง ออกเบอร์น อธิบายว่า วัฒนธรรมนั้น มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ วัฒนธรรมทางวัตถุและไม่ใช่วัตถุ การเปลี่ยนแปลงมักจะเกิดขึ้นทางวัตถุก่อน ซึ่งต่อมาทางไม่ใช่วัตถุจะต้องปรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ การเปลี่ยนแปลงทางวัตถุจึงเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านไม่ใช่วัตถุ และวัฒนธรรมด้านไม่ใช่วัตถุจะพยายาม ปรับตัวให้ทันกัน
ด้วยเหตุนี้ การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่อันเกิดการใช้เทคโนโลยีจึง เป็นเหตุให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป เราจะเห็นได้ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของมนุษย์เป็นผลมาจากการคิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมานับตั้งแต่เข็มทิศ วงล้อ เครื่องพิมพ์ เครื่องจักรกลต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องมือสื่อสารและสภาพสิ่งต่าง ๆ ออกเบอร์นยกตัวอย่างให้เห็นว่า การประดิษฐ์เครื่องสตาร์ทรถยนต์ที่เรียกว่า Self-Starter เพียงแต่หมุนกุญแจเครื่องยนต์ก็ติด เป็นผลให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะสามารถใช้รถยนต์ได้คล่องตัวขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่ง การสร้างลิฟท์ไฟฟ้าทำให้มีการสร้างอาคารสูงหลาย ๆ ชั้น การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในสังคมไทย ทำให้เกิดธุรกิจภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีการลงทุนด้านอุตสาหกรรมของต่างชาติ ซึ่งใช้ฐานประเทศไทยในการผลิต เมื่อเกิดอุตสาหกรรมการผลิต สิ่งที่จำเป็นมากที่สุด คือ แรงงาน ก่อนช่วงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ มีอาชีพเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตในชนบท เมื่อความต้องการแรงงานเพิ่มสูงขึ้น บวกด้วยปัจจัยการบริโภค กลุ่มคนในภาคเกษตรกรรม หันมาทำงานในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น จึงเกิด ชนชั้นกลาง ในช่วงยุคนี้ การขับเคลื่อนของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นทางสังคมที่มีมากที่สุดในประเทศไทย เป็นตัวแปรสำคัญของสังคมไทย ทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในภาคการเมือง โดยเฉพาะในเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ชนชั้นกลางออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผุ้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง หลังเหตุการณ์ดังกล่าวสังคมไทยจึงถูกมองมาโดยตลอดว่า ชนชั้นกลาง มีบทบาทในทางการเมือง สาเหตุสำคัญที่นักวิชาการมองว่า ชนชั้นกลางมีบทบาทในสังคมไทยและเป็นปัจจัยที่สำคัญ นอกจากเกิดจากความคลุมเครือของนิยาม คำว่าชนชั้นกลาง เองแล้ว ยังมีต่อความเชื่อของพวกเขาที่มีต่อ ทฤษฏีความทันสมัยของการเมือง ทฤษฏีนี้ผู้เขียนกล่าวอย่างย่อๆได้ว่า ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดทางการเมืองที่มาจากตะวันตก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศแถบเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ผู้ที่มีความเชื่อในประชาธิปไตยได้จะต้องมีการศึกษาแบบใหม่อย่างตะวันตก จนเป้นความเข้าใจและเกิดเป็นความเลื่อมใส่ต่อประชาธิปไตย ปัจจัยภายนอกมากมายเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดประชาธิปไตย แต่เนื่องจากผู้ที่ได้รับการศึกษาดังกล่าว จะต้องอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดีพอสมควร เพราะครอบครัวคนยากจนไม่สามารถที่จะส่งลูกเรียนสูงๆได้(รัฐยังไม่มีนโยบายเรียนฟรีในระดับสูงๆ)
ซึ่งในสังคมที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีการก่อเกิดของสถาบันภายในสังคม ประชาธิปไตยจะมีขึ้นและมั่งคงอยู่ได้ด้วยการมีกลุ่ม สมาคม สันนิบาต องค์การ สหพันธ์ต่าง ๆ มากมายหลากหลายภายในรัฐ เป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นมา และมีวิธีการดำเนินการที่เป็นไปโดยเสรี รวมถึงกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มผลักดัน (Pressure groups)กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Groups) กลุ่มอุดมการณ์ (Ideological Groups) ในช่วงหลังปี พ.ศ. 2475 ภายหลังประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้เกิดจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งสิ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนาการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาเข้าสู่ระบอบใหม่จำเป็นจะต้องใช้ ขบวนการทางสังคม (Social Movement) จำนวนมากเพื่อผลักดันสังคมในด้านต่างๆเช่นการเกิดขึ้นของ พรรคการเมือง การจัดดั้งองค์กรทางสังคม เป็นต้น จนเกิดแนวคิด ทฤษฏีพหุนิยม ต่อมาในสังคมไทย ผู้เขียนเห็นว่า การเกิดขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม มีสองรูปแบบ 1.คือในรูปแบบที่เป็นทางการ คือ การเกิดขึ้นของกลุ่มองค์กรต่างๆที่กฎหมายบัญญัติให้มีขึ้น หรือ เกิดขึ้นด้วยเหตุจงใจของคณะราษฏร หรือรัฐบาลในช่วงที่จะต้องการพัฒนาระบบโครงสร้างการบริหารให้เข้ากับ ระบอบประชาธิปไตย เช่น การจัดตั้งสภาทนายความ กระทรวง ทบวง กรม เป็นต้น 2. คือ รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ อันเกิดจากการกลุ่มผลักดัน Pressure groups) กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Groups) กลุ่มอุดมการณ์ (Ideological Groups) ที่ต้องการเรียกร้องความเป็นจนนำมาสู่การเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น สมาพันธ์การเดินรถราง ที่เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถือว่าเป็นทั้งกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอุดมการณ์ และเป็น กลุ่มผลักดันด้วย จากการที่เรียกร้องให้มีการลดการจัดเก็บภาษีอากร ทว่ากลุ่มเหล่านี้จะเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่เคยถวายฏีกาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าลดภาษีอากรมาแล้วก็ตาม
แต่การเคลื่อนไหวในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ทำได้อย่างไม่เต็มที่ ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าได้มีการตรากฎหมายห้ามให้ราษฏร ถวายฎีการ้องเรียนช่วงหนึ่ง จะเห็นได้ว่า กลุ่มการเคลื่อนไหวทางสังคม มีการพัฒนาการมาอย่างเรื่อยๆ รวมถึงข้อเสนอที่มีการผลักดันได้รับการตอบสนองจากรัฐ บางครั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ไม่เป็นทางการก็มีการพัฒนามาเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นทางการ เช่น การจัดตั้งสมาพันธ์แรงงานในรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นต้น ในอีกมิติหนึ่ง กลุ่มเหล่านี้ได้มีการเคลื่อนไหวทางสังคมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคดต่างๆ การผลักดันกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีการแข่งขันกันอย่างเสรี ย่อมต้องอาศัยเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้วย ทฤษฎีเทคโนโลยี ทฤษฎีซึ่งอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้น เกิดจากปัจจัยทางเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงมาก คือ ทฤษฎีของ William F. Ogburn ทฤษฎีนี้มี ฐานคติ (Assumption) อยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก การประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมาจะเพิ่มความสลับซับซ้อนของวัฒนธรรม ชีวิตของมนุษย์ก็สับสนขึ้นตามเนื้อหาของวัฒนธรรมนั้น ประการที่ 2 การกระดิษฐ์สิ่งใหม่จะเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ เทคนิคใหม่ ๆ จะทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น การวิภาคสินค้าและบริการก็กระจายออกไปในสังคมมากขึ้น ประการที่ 3 โครงสร้างทางสังคมจะมีการปรับตัวให้เป็นระบบการผลิต การวิภาค และการบริโภค การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นผลจากกระบวนการปรับตัวนี้เอง ออกเบอร์น อธิบายว่า วัฒนธรรมนั้น มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ วัฒนธรรมทางวัตถุและไม่ใช่วัตถุ การเปลี่ยนแปลงมักจะเกิดขึ้นทางวัตถุก่อน ซึ่งต่อมาทางไม่ใช่วัตถุจะต้องปรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ การเปลี่ยนแปลงทางวัตถุจึงเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านไม่ใช่วัตถุ และวัฒนธรรมด้านไม่ใช่วัตถุจะพยายาม ปรับตัวให้ทันกัน
ด้วยเหตุนี้ การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่อันเกิดการใช้เทคโนโลยีจึง เป็นเหตุให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป เราจะเห็นได้ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของมนุษย์เป็นผลมาจากการคิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมานับตั้งแต่เข็มทิศ วงล้อ เครื่องพิมพ์ เครื่องจักรกลต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องมือสื่อสารและสภาพสิ่งต่าง ๆ ออกเบอร์นยกตัวอย่างให้เห็นว่า การประดิษฐ์เครื่องสตาร์ทรถยนต์ที่เรียกว่า Self-Starter เพียงแต่หมุนกุญแจเครื่องยนต์ก็ติด เป็นผลให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะสามารถใช้รถยนต์ได้คล่องตัวขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่ง การสร้างลิฟท์ไฟฟ้าทำให้มีการสร้างอาคารสูงหลาย ๆ ชั้น การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในสังคมไทย ทำให้เกิดธุรกิจภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีการลงทุนด้านอุตสาหกรรมของต่างชาติ ซึ่งใช้ฐานประเทศไทยในการผลิต เมื่อเกิดอุตสาหกรรมการผลิต สิ่งที่จำเป็นมากที่สุด คือ แรงงาน ก่อนช่วงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ มีอาชีพเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตในชนบท เมื่อความต้องการแรงงานเพิ่มสูงขึ้น บวกด้วยปัจจัยการบริโภค กลุ่มคนในภาคเกษตรกรรม หันมาทำงานในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น จึงเกิด ชนชั้นกลาง ในช่วงยุคนี้ การขับเคลื่อนของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นทางสังคมที่มีมากที่สุดในประเทศไทย เป็นตัวแปรสำคัญของสังคมไทย ทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในภาคการเมือง โดยเฉพาะในเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ชนชั้นกลางออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผุ้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง หลังเหตุการณ์ดังกล่าวสังคมไทยจึงถูกมองมาโดยตลอดว่า ชนชั้นกลาง มีบทบาทในทางการเมือง สาเหตุสำคัญที่นักวิชาการมองว่า ชนชั้นกลางมีบทบาทในสังคมไทยและเป็นปัจจัยที่สำคัญ นอกจากเกิดจากความคลุมเครือของนิยาม คำว่าชนชั้นกลาง เองแล้ว ยังมีต่อความเชื่อของพวกเขาที่มีต่อ ทฤษฏีความทันสมัยของการเมือง ทฤษฏีนี้ผู้เขียนกล่าวอย่างย่อๆได้ว่า ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดทางการเมืองที่มาจากตะวันตก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศแถบเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ผู้ที่มีความเชื่อในประชาธิปไตยได้จะต้องมีการศึกษาแบบใหม่อย่างตะวันตก จนเป้นความเข้าใจและเกิดเป็นความเลื่อมใส่ต่อประชาธิปไตย ปัจจัยภายนอกมากมายเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดประชาธิปไตย แต่เนื่องจากผู้ที่ได้รับการศึกษาดังกล่าว จะต้องอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดีพอสมควร เพราะครอบครัวคนยากจนไม่สามารถที่จะส่งลูกเรียนสูงๆได้(รัฐยังไม่มีนโยบายเรียนฟรีในระดับสูงๆ)
หากเราเชื่อเช่นในทฤษฏีความทันสมัยทางการเมือง
นโยบายของรัฐที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยได้คือ การเร่งรัดการพัฒนาประเทศ
โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่จะให้คนไทยประเทศหลุดพ้นจากความยากจน
จนมีความสามารถที่จะส่งลูกหลานเข้าเรียนในระดับสูงๆได้
เมื่อประชาชนส่วนใหญ่มีการศึกษาในระดับดี ก็จะมีความเลื่อมใส่ในระบอบประชาธิปไตย
ด้วยตรรกะแบบนี้ คนชั้นกลางงไม่อยู่ในฐานะยากจนและเป็นผุ้ที่ได้รับการศึกษาสูง
ย่อมมีแนวโน้มเลื่อมใส่ในประชาธิปไตย
ผิดกับคนชนบทที่ยากจนและไร้การศึกษา
จึงไม่มีความนิยมต่อประชาธิปไตยแบบตะวันตก ซึ่งสอดคล้องกับ
ทฤษฏีสองนคราประชาธิปไตย ของ ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์
สิ่งเหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง
ที่เห็นได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ ความคิด ความเชื่อ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และข้อขัดแย้งระหว่างคนสอง
หรือหลายชนชั้น ดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่หากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทางที่ดีหรือร้ายก็ตามนั้นไม่ได้หมายความว่า
ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศจะได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์ เพราะโครงสร้างการจัดสรรประโยชน์ในสังคมไทยยังมีปัญหาอยู่มาก
โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ ซึ่งมีรูปแบบการบริหารที่รวมศูนย์อำนาจการกระจุกตัวของการบริหารที่ขึ้นตรงกับส่วนกลางเสียเป็นส่วนใหญ่ ประชาชนระดับล่างไม่สามารถเข้ามามีบทบาท ในการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นด้วยตนเอง ชนชั้นกลางมีอิทธิพลต่อด้านความคิดและความเชื่อของคนทั้งประเทศ แม้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ใต้สภาวะความกลัว ที่เกิดจากการชี้นำ ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนที่ชี้นำก็ได้รับประโยชน์จากการชี้นำ และนำพา เสมอ จึงเห็นได้ว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนและชนชั้น ฝังลึกมานานหากไม่ได้รับการแก้ไขจะยากเกินเยียวยาได้
โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ ซึ่งมีรูปแบบการบริหารที่รวมศูนย์อำนาจการกระจุกตัวของการบริหารที่ขึ้นตรงกับส่วนกลางเสียเป็นส่วนใหญ่ ประชาชนระดับล่างไม่สามารถเข้ามามีบทบาท ในการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นด้วยตนเอง ชนชั้นกลางมีอิทธิพลต่อด้านความคิดและความเชื่อของคนทั้งประเทศ แม้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ใต้สภาวะความกลัว ที่เกิดจากการชี้นำ ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนที่ชี้นำก็ได้รับประโยชน์จากการชี้นำ และนำพา เสมอ จึงเห็นได้ว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนและชนชั้น ฝังลึกมานานหากไม่ได้รับการแก้ไขจะยากเกินเยียวยาได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น