วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ...ยังมีอยู่ไหม และ มาจากไหน? โดย อภิชาต พงษ์สวัสดิ์


ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ...ยังมีอยู่ไหม และ มาจากไหน?
                                                                                                  โดย อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ 



การพูดถึงระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ดูเหมือนจะเป็นที่รับรู้รับทราบกันเป็นอย่างดีว่ามีความหมาย หรือสะท้อนปรากฎการณ์ใดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ด้วยความที่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่เคยชินกับการอยู่ในระบบนี้อาจจะทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว การตั้งคำถามของบทความนี้จึงน่าสนใจที่เราจะได้นำมาศึกษาทบทวนว่า ระบบอุปถัมภ์มีอยู่ในสังคมไทยอีกหรือไม่อย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร จากข้อคิดเห็นที่น่าสนใจคือ สังคมไทยถูกปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาช้านาน โครงสร้างของระบอบการปกครองแบบนี้ อาศัยการปกครองตามลำดับชั้น โยเฉพาะในระบอบทหารที่มีความสำคัญ โดยอาศัยยศและตำแหน่งเป็นหลัก และความสัมพันธ์ตามบังคับบัญชาที่มีพระมหากษัตริย์สถิตย์ อยู่เหนือสุด สายบังคับบัญชาจึงสำคัญกว่าเกณฑ์อย่างอื่น เช่น เกณฑ์ความรู้ ความสามารถ เป็นต้น จึงเอื้อต่อการเกิด ระบบอุปถัมภ์ แต่ไม่ใช่โครงสร้างทางการปกครองราชการเพียงอย่างเดียวที่มีผลให้เกิดระบบอุปถัมภ์ได้ โครงสร้างทางสังคมตั้งแต่ตัวบุคคลจนถึงสถาบันครอบครัวก็เป็นปัจจัยหนึ่งเช่นกัน อาทิเช่น การที่ผู้น้อย ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ ต้องมีท่าทีแสดงความเกรงอกเกรงใจไม่ทำอะไรให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้ใหญ่ เป็นต้น 

รวมถึงเหตุปัจจัยที่สังคมในอดีตมีระบบไพร่  โดยเฉพาะ ไพร่หลวง ที่มีนายเป็นคนดูแลควบคุมเพื่อใช้แรงงานารับใช้นายและหลวง แน่นอนว่า ไพร่ และ นาย มีความแตกต่างกันทั้งวัฒนธรรม และอำนาจ ไพร่ จะต้องอยู่ในการอุปถัมภ์ของนาย อาศัยบารมีของนายในการมีชีวิตอยู่ มีเพียงไพร่ส่วนหนึ่ง  เท่านั้นที่ดูเหมือนจะเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคมที่ทนการกดขี่ของนายไม่ไหว หนีเข้าไปอยู่ในป่า สังคมในสมัยนั้นมองไพร่พวกนี้ว่าเป็นพวกคน ทรยศ อกตัญญู ต่อนาย แน่นอนว่าสิ่งนี้สะท้อนมุมมองได้ชัดเจนว่า 
สังคมไทยยังมีความคิดความเชื่อว่า การคอยมีนายอุปถัมภ์ เป็นเรื่องที่จะทำให้ตนเองใช้ชีวิตในสังคมอย่างปลอดภัยและก้าวหน้ากว่าคนที่ไม่มีนาย  หรือไม่มีพวก ไม่มีเส้นสาย การจัดระเบียบระบบไพร่ ในอดีตเช่นการสักชื่อที่มือของไพร่ ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำและเป็นเครื่องพันธนาการอย่างหนึ่งของสังคม ยากที่จะเอาชนะระบบอุปถัมภ์ไปได้  ( AKin 1969.22)
ซึ่งสอดคล้องกับหลักศาสนาพุทธที่คนไทยเชื่อมาอย่างช้านานที่ว่า คนเราเกิดมาย่อมไม่เท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับเวรกรรมที่ทำมา คนที่มีความก้าวหน้าในชาตินี้ ย่อมได้อานิสสงฆ์จากบุญในชาติที่แล้ว ส่วนคนที่มีสถานะต้อยต่ำย่อมทำบุญในชาติที่แล้วมาน้อย แรงผลักดันเรื่องระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยยิ่งทวีคูณเข้าไปอีก เมื่อคนไทยโดยส่วนใหญ่ยังมีความคิดความเชื่อว่า ความก้าวหน้าของตนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถ หากขึ้นแต่ขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือเกื้อกูลของคนอื่น แต่บทความนี้จะมีข้อคิดเห็นที่เสริมว่า 
ระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอย่างที่กล่าวกันเกินไป โดยอธิบายว่ามีหลักการที่มาจากการลอกเลียนแบบจากระบบครอบครัวและเครือญาติของไทย เช่น คำเรียกผู้อุปถัมภ์ว่า ลูกพี่  และเรียกผู้อุปถัมภ์ว่า ลูกน้อง  ก็แสดงให้เห็นชัดว่ามีการลอกเลียนแบบระบบอุปถัมภ์มาจากความสัมพันธ์ในครอบครัวพี่น้อง โดยมองว่าพี่ก็ควรจะดูแลคุ้มครองปกป้องน้อง และ น้องก็ควรแสดงความกตัญญูต่อพี่ๆด้วยเช่นกัน (กรมดำรงราชานุภาพ 2502)
ซึ่งดูเหมือนระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยในปัจจุบันจะกระจัดกระจาย ทั้งเป็นกลุ่มบริวาร กลุ่มแวดวง ซึ่งผิดแปลกไปจากสังคมในระบบอุปถัมภ์ในชาติอื่นๆเช่น อิตาลี ลาตินอเมริกา เป็นต้น ที่เกิดขึ้นคล้ายไม้เลื้อย สอดแทรกผู้โยงกับโครงสร้างทางสังคม รวมถึงยังมีการให้ความเห็นว่าระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นมาจากการที่สังคมไทยมีโครงสร้างที่หลวม เพราะปราศจากกฎเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ สังคมไทยจึงมีแต่กลุ่มที่มีฐานบนความสัมพันธ์แบบระบบอุปถัมภ์ ในแง่ของผู้นำทางการเมืองโดยเฉพาะในสังคมชนบทมักมีฐานอำนาจในการจัดการระบบเศรษฐกิจภายในชุมชนได้ จนสามารถสะสมทุนและสามารถสร้างระบบอุปถัมภ์ให้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้แต่นักการเมืองระดับชาติเองยังมีการติดต่อนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบอุปถัมภ์อย่างต่อเนื่องและเป็นเครือข่ายทำให้ผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ยากที่จะหลุดพ้นได้  
ในบทความนี้ยังมีการเปรียบเทียบระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทยและสังคมญี่ปุ่น โดยมองว่าสังคมญี่ปุ่นผู้อุปถัมภ์มีอำนาจเหนือผู้รับอุปถัมภ์  เพราะผู้อุปถัมภ์ครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นก็เห็นดีเห็นงามต่อการกระทำเช่นนี้  ระบบการอุปถัมภ์ของญี่ปุ่นแบบนี้ค่อนข้างมั่นคงมาก เพราะมีผู้รับอุปถัมภ์จงรักภักดีต่อผู้อุปถัมภ์มากด้วย แต่ดูเหมือนระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทยจะแตกต่างกัน เพราะไม่ได้เรื่องเศรษฐกิจเป็นฐานหลัก แต่ดูเหมือนระบบอุปถัมภ์เกิดจากการใช้ความรุนแรงและการควบคุมทางการเมืองเสียมากกว่า (Ammar1980.3)
ผู้เขียนเห็นว่าระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยยังมีอยู่ แต่อยู่ในสภาวะที่รู้เท่าทัน และมักหาเหตุปัจจัยหลุดพ้นอยู่เสมอ อีกทั้งยังเห็นว่า ผู้มีการศึกษาไม่ใช่กลุ่มคนที่จะต้องการหลุดพ้นจากระบบอุปถัมภ์มากไปกว่าผู้ที่ไม่มีการศึกษา หรือชนชั้นอื่นแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามอาจจะมีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในสังคมอาชีพที่มีการปกครองตามสายบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด เช่น ข้าราชการ ผู้ที่อยู่ในระบบอาชีพเหล่านี้มักรู้สึกปลอดภัยกับการอยู่ในระบบอุปถัมภ์ และส่งเสริมระบบนี้อย่างไม่รู้ตัว ยิ่งผู้คนที่ด้อยความสามารถก็มักสนับสนุนระบบนี้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกัน(อภิชาต2007:ตลาดทุนใหม่) 






วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557


วิเคราะห์ ทฤษฏีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  
จาก  บทความ ปรองดองในภาคประชาชน โดย ศ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ (ที่มา :มติชนรายวัน 2 กรกฏาคม 2555 )


โดย อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ 

บทความ ปรองดองในภาคประชาชน โดย ศ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ (ที่มา :มติชนรายวัน 2 กรกฏาคม 2555 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1341199645


จากบทความของ ศ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ จะเห็นว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเชิงประเด็นและการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสังคมในช่วง 30 ปีย้อนหลังไปโดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ปรากฏการของสังคมในเชิงโครงสร้าง และการดำรงอยู่ของสถาบันต่างๆในสังคม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีข้อคิดเชิงประเด็นที่สามารถที่จะวิเคราะห์ในเชิงทฤษฏีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ เช่น ทฤษฎีเทคโนโลยี (Technological Theory) ทฤษฎีขบวนการสังคม (Theory of Social Movement) ทฤษฎีปัจจัย (Factor Theory) และทฤษฎีการประดิษฐ์ คิดค้น (Discovery and Invention Theory)  ซึ่งทฤษฏีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเหล่านี้ย่อมมีจุดเชื่อมโยงกับทฤษฏีอื่นอีกมากมาย อาทิเช่น ทฤษฏีพหุนิยม  

ซึ่งในสังคมที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีการก่อเกิดของสถาบันภายในสังคม ประชาธิปไตยจะมีขึ้นและมั่งคงอยู่ได้ด้วยการมีกลุ่ม สมาคม สันนิบาต องค์การ สหพันธ์ต่าง ๆ มากมายหลากหลายภายในรัฐ เป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นมา และมีวิธีการดำเนินการที่เป็นไปโดยเสรี รวมถึงกลุ่มที่เรียกว่า  กลุ่มผลักดัน (Pressure groups)กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Groups)  กลุ่มอุดมการณ์ (Ideological Groups)   ในช่วงหลังปี พ.. 2475 ภายหลังประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้เกิดจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งสิ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนาการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาเข้าสู่ระบอบใหม่จำเป็นจะต้องใช้ ขบวนการทางสังคม (Social Movement) จำนวนมากเพื่อผลักดันสังคมในด้านต่างๆเช่นการเกิดขึ้นของ พรรคการเมือง การจัดดั้งองค์กรทางสังคม เป็นต้น จนเกิดแนวคิด ทฤษฏีพหุนิยม ต่อมาในสังคมไทย ผู้เขียนเห็นว่า การเกิดขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม มีสองรูปแบบ 1.คือในรูปแบบที่เป็นทางการ คือ การเกิดขึ้นของกลุ่มองค์กรต่างๆที่กฎหมายบัญญัติให้มีขึ้น หรือ เกิดขึ้นด้วยเหตุจงใจของคณะราษฏร หรือรัฐบาลในช่วงที่จะต้องการพัฒนาระบบโครงสร้างการบริหารให้เข้ากับ ระบอบประชาธิปไตย เช่น การจัดตั้งสภาทนายความ กระทรวง ทบวง กรม เป็นต้น  2. คือ รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ อันเกิดจากการกลุ่มผลักดัน Pressure groups) กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Groups)  กลุ่มอุดมการณ์ (Ideological Groups)   ที่ต้องการเรียกร้องความเป็นจนนำมาสู่การเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น สมาพันธ์การเดินรถราง ที่เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถือว่าเป็นทั้งกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอุดมการณ์ และเป็น กลุ่มผลักดันด้วย  จากการที่เรียกร้องให้มีการลดการจัดเก็บภาษีอากร ทว่ากลุ่มเหล่านี้จะเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่เคยถวายฏีกาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าลดภาษีอากรมาแล้วก็ตาม 

แต่การเคลื่อนไหวในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ทำได้อย่างไม่เต็มที่ ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าได้มีการตรากฎหมายห้ามให้ราษฏร ถวายฎีการ้องเรียนช่วงหนึ่ง จะเห็นได้ว่า กลุ่มการเคลื่อนไหวทางสังคม มีการพัฒนาการมาอย่างเรื่อยๆ รวมถึงข้อเสนอที่มีการผลักดันได้รับการตอบสนองจากรัฐ บางครั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ไม่เป็นทางการก็มีการพัฒนามาเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นทางการ เช่น การจัดตั้งสมาพันธ์แรงงานในรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นต้น ในอีกมิติหนึ่ง กลุ่มเหล่านี้ได้มีการเคลื่อนไหวทางสังคมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคดต่างๆ การผลักดันกฎหมาย  การเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีการแข่งขันกันอย่างเสรี ย่อมต้องอาศัยเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้วย  ทฤษฎีเทคโนโลยี ทฤษฎีซึ่งอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้น เกิดจากปัจจัยทางเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงมาก คือ ทฤษฎีของ William F. Ogburn ทฤษฎีนี้มี ฐานคติ (Assumption) อยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก การประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมาจะเพิ่มความสลับซับซ้อนของวัฒนธรรม ชีวิตของมนุษย์ก็สับสนขึ้นตามเนื้อหาของวัฒนธรรมนั้น ประการที่ 2 การกระดิษฐ์สิ่งใหม่จะเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ เทคนิคใหม่ ๆ จะทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น การวิภาคสินค้าและบริการก็กระจายออกไปในสังคมมากขึ้น ประการที่ 3 โครงสร้างทางสังคมจะมีการปรับตัวให้เป็นระบบการผลิต การวิภาค และการบริโภค การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นผลจากกระบวนการปรับตัวนี้เอง ออกเบอร์น อธิบายว่า วัฒนธรรมนั้น มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ วัฒนธรรมทางวัตถุและไม่ใช่วัตถุ การเปลี่ยนแปลงมักจะเกิดขึ้นทางวัตถุก่อน ซึ่งต่อมาทางไม่ใช่วัตถุจะต้องปรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ การเปลี่ยนแปลงทางวัตถุจึงเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านไม่ใช่วัตถุ และวัฒนธรรมด้านไม่ใช่วัตถุจะพยายาม ปรับตัวให้ทันกัน 

ด้วยเหตุนี้ การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่อันเกิดการใช้เทคโนโลยีจึง เป็นเหตุให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป  เราจะเห็นได้ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของมนุษย์เป็นผลมาจากการคิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมานับตั้งแต่เข็มทิศ วงล้อ เครื่องพิมพ์ เครื่องจักรกลต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องมือสื่อสารและสภาพสิ่งต่าง ๆ ออกเบอร์นยกตัวอย่างให้เห็นว่า การประดิษฐ์เครื่องสตาร์ทรถยนต์ที่เรียกว่า Self-Starter เพียงแต่หมุนกุญแจเครื่องยนต์ก็ติด เป็นผลให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะสามารถใช้รถยนต์ได้คล่องตัวขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่ง การสร้างลิฟท์ไฟฟ้าทำให้มีการสร้างอาคารสูงหลาย ๆ ชั้น  การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในสังคมไทย ทำให้เกิดธุรกิจภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีการลงทุนด้านอุตสาหกรรมของต่างชาติ ซึ่งใช้ฐานประเทศไทยในการผลิต เมื่อเกิดอุตสาหกรรมการผลิต สิ่งที่จำเป็นมากที่สุด คือ แรงงาน ก่อนช่วงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ มีอาชีพเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตในชนบท เมื่อความต้องการแรงงานเพิ่มสูงขึ้น บวกด้วยปัจจัยการบริโภค กลุ่มคนในภาคเกษตรกรรม หันมาทำงานในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น จึงเกิด ชนชั้นกลาง ในช่วงยุคนี้ การขับเคลื่อนของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นทางสังคมที่มีมากที่สุดในประเทศไทย เป็นตัวแปรสำคัญของสังคมไทย ทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม 


โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในภาคการเมือง โดยเฉพาะในเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ชนชั้นกลางออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผุ้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง  หลังเหตุการณ์ดังกล่าวสังคมไทยจึงถูกมองมาโดยตลอดว่า ชนชั้นกลาง มีบทบาทในทางการเมือง สาเหตุสำคัญที่นักวิชาการมองว่า ชนชั้นกลางมีบทบาทในสังคมไทยและเป็นปัจจัยที่สำคัญ นอกจากเกิดจากความคลุมเครือของนิยาม คำว่าชนชั้นกลาง เองแล้ว ยังมีต่อความเชื่อของพวกเขาที่มีต่อ  ทฤษฏีความทันสมัยของการเมือง ทฤษฏีนี้ผู้เขียนกล่าวอย่างย่อๆได้ว่า  ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดทางการเมืองที่มาจากตะวันตก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศแถบเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย  ผู้ที่มีความเชื่อในประชาธิปไตยได้จะต้องมีการศึกษาแบบใหม่อย่างตะวันตก  จนเป้นความเข้าใจและเกิดเป็นความเลื่อมใส่ต่อประชาธิปไตย  ปัจจัยภายนอกมากมายเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดประชาธิปไตย แต่เนื่องจากผู้ที่ได้รับการศึกษาดังกล่าว จะต้องอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดีพอสมควร เพราะครอบครัวคนยากจนไม่สามารถที่จะส่งลูกเรียนสูงๆได้(รัฐยังไม่มีนโยบายเรียนฟรีในระดับสูงๆ)  



หากเราเชื่อเช่นในทฤษฏีความทันสมัยทางการเมือง นโยบายของรัฐที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยได้คือ การเร่งรัดการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่จะให้คนไทยประเทศหลุดพ้นจากความยากจน จนมีความสามารถที่จะส่งลูกหลานเข้าเรียนในระดับสูงๆได้ เมื่อประชาชนส่วนใหญ่มีการศึกษาในระดับดี ก็จะมีความเลื่อมใส่ในระบอบประชาธิปไตย ด้วยตรรกะแบบนี้ คนชั้นกลางงไม่อยู่ในฐานะยากจนและเป็นผุ้ที่ได้รับการศึกษาสูง ย่อมมีแนวโน้มเลื่อมใส่ในประชาธิปไตย  ผิดกับคนชนบทที่ยากจนและไร้การศึกษา จึงไม่มีความนิยมต่อประชาธิปไตยแบบตะวันตก ซึ่งสอดคล้องกับ ทฤษฏีสองนคราประชาธิปไตย ของ ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ สิ่งเหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่เห็นได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ ความคิด ความเชื่อ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และข้อขัดแย้งระหว่างคนสอง หรือหลายชนชั้น ดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่หากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทางที่ดีหรือร้ายก็ตามนั้นไม่ได้หมายความว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศจะได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์ เพราะโครงสร้างการจัดสรรประโยชน์ในสังคมไทยยังมีปัญหาอยู่มาก 


โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ ซึ่งมีรูปแบบการบริหารที่รวมศูนย์อำนาจการกระจุกตัวของการบริหารที่ขึ้นตรงกับส่วนกลางเสียเป็นส่วนใหญ่  ประชาชนระดับล่างไม่สามารถเข้ามามีบทบาท ในการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นด้วยตนเอง  ชนชั้นกลางมีอิทธิพลต่อด้านความคิดและความเชื่อของคนทั้งประเทศ  แม้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ใต้สภาวะความกลัว ที่เกิดจากการชี้นำ ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนที่ชี้นำก็ได้รับประโยชน์จากการชี้นำ และนำพา เสมอ             จึงเห็นได้ว่า  ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนและชนชั้น ฝังลึกมานานหากไม่ได้รับการแก้ไขจะยากเกินเยียวยาได้